ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง
“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”
เหล่านี้คือมุมมองของ ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ ถึงสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่กำลังลุกลามทั่วตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางพลังงานขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก
สำหรับธารา นี่ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่คือวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่กำลังจะล้มใส่ชีวิตประจำวันของคนไทยในอีกไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำมันหมดปั๊ม ค่าไฟที่แพงขึ้นในบ้าน ไปจนถึงต้นทุนปุ๋ยที่ขยับราคาอาหารบนจานข้าว
THE STANDARD พาทุกคนสำรวจภาพรวมของวิกฤตในครั้งนี้ว่า เพราะเหตุใดการแก้ปัญหาแบบ ‘แยกส่วน’ อาจไม่ใช่คำตอบ แล้วทำไมประเทศไทยต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทางออกที่เหลืออยู่สำหรับประเทศไทยในปี 2026
สงครามในตะวันออกกลาง: ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน แต่เป็นวิกฤตพลังงาน
ธาราระบุว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตพลังงานครั้งที่สาม’ ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถือเป็นผลกระทบจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ หรือเส้นทางคอขวดพลังงานของโลก
อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง จนควรถูกนิยามว่าเป็น ‘วิกฤตพลังงาน’ (Energy Shock) เพราะแรงสั่นสะเทือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังลามไปทั้งระบบพลังงาน ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพทั่วโลก
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาพูดถึงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ความสนใจมักพุ่งเป้าไปที่ ‘น้ำมัน’ เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง พื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ยังเป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นก๊าซฟอสซิลเหลว (เช่น LNG/LPG) สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
“การที่เราพึ่งพาประเทศในตะวันออกกลางเป็นแหล่งขนส่งวัตถุดิบ มันคือจุดเปราะบางในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยไม่เคยคิดมาก่อน คือมันเคยมีบทเรียนในอดีต สงครามทำให้ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นมา 2 ครั้ง แต่ว่าครั้งนี้รุนแรงที่สุด” ธารากล่าว
ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย รับความเสี่ยงอะไรจากสงครามตะวันออกกลาง?
หากจะทำความเข้าใจว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางอย่างไร ต้องย้อนกลับมาพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก่อน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
น้ำมัน – ทรัพยากรที่ใช้ในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้คนรับรู้ผลกระทบได้ใกล้ตัวที่สุด โดยปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 7 แห่ง (เอกชน 6 แห่ง ทหารอีก 1 แห่ง) และมีกำลังการกลั่นเพียงพอ แต่ปัญหาสำคัญคือไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก
พลังงานผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซฟอสซิลเหลว เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยมักพึ่งพาด้วยการนำเข้าจากภายนอก ซึ่งสัดส่วนประมาณ 35% มาจากอ่าวไทย, 10% มาจากเมียนมา ขณะที่สัดส่วนที่เหลือนำเข้าจากตะวันออกกลาง และมาจากตลาดสปอต (Spot Market)
แม้เราจะเห็นภาพวิกฤตน้ำมันหมดปั๊ม แต่ธาราระบุว่า หากเทียบ 2 โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไทย สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือพลังงานผลิตไฟฟ้าอย่าง ‘ก๊าซฟอสซิลเหลว’ เพราะแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น แต่โดยรวมยังไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง และสามารถหาแหล่งทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ต่างจากก๊าซที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งผลิตและการขนส่งมากกว่า
อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานแบบเดิมไปสู่ระบบพึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้ไฟฟ้าเป็นฐาน ซึ่งหมายความว่า ความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้ไม่ได้ผูกอยู่กับน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ ‘เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า’ เป็นสำคัญ
นั่นหมายความว่า เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ หลายประเทศต่างๆ ต้องเข้าสู่ภาวะ ‘แย่งซื้อ’ ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อราคาก๊าซสูง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มขยับตาม ธาราย้ำว่า แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลทันที แต่ในระยะยาวย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องตีโจทย์ให้แตก
วิกฤตครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่น ด้วย เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่การขาดแคลน ‘แนฟทา’ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง ดังสถานการณ์ล่าสุดในโรงงานที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง หรือในต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้, จีน, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
การปิดตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังทำให้การผลิตเม็ดพลาสติกลดลงและราคาสูงขึ้น ผลกระทบจึงขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
ไทยควรทำอย่างไรเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน
“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”
ธารามองว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล พร้อมกล่าวเตือนว่า ขณะนี้รัฐยังเน้นให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะเป็นการตีโจทย์ผิดฝาผิดตัวไป แต่ควรมองวิกฤตดังกล่าวเป็นระบบเดียวกัน และลงมือแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้
1.รัฐบาลต้องสื่อสารกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างสถานการณ์น้ำมัน โดยต้องอธิบายให้ชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอะไรและให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศมีให้ใช้ได้กี่วัน
ธารามองว่า ที่ผ่านมาเกิดความสับสนของข้อมูล เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เปลี่ยนไปมา หรือการสื่อสารที่ไม่ตรงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ความตื่นตระหนกยิ่งขยายตัว
2. ไทยต้องมีเครื่องมือรับมือสถานการณ์ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เช่น การบริหารคลังสำรองน้ำมัน และการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เพราะท้ายที่สุด ภาระต้นทุนจะตกอยู่กับรัฐและประชาชน
3. ไทยต้องวางรากฐานโครงสร้างพลังงานใหม่ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง หรือ ‘กับดักก๊าซ’ หากไม่ปรับโครงสร้าง ก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญวิกฤตลักษณะเดิมซ้ำในอนาคต
อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ย้ำว่า แม้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐอาจเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เพื่อพยุงระบบและควบคุมค่าไฟ แต่แนวทางเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และไม่ได้แตะที่ต้นตอของความเปราะบาง
ทางออกจึงอยู่ที่การทบทวนแผนพลังงานระยะยาว โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ว่า ไทยจะลดการพึ่งพาก๊าซลงได้อย่างไร และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง
ขณะที่ธารายังเสนอให้ไทยลงทุนกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ ‘Grid Modernization’ เพื่อรองรับพลังงานกระจายศูนย์ เช่น โซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า
นอกจากนี้ ธารามองว่า ไทยควรเปิดโอกาสให้เกิดระบบพลังงานแบบ ‘กระจายศูนย์’ มากขึ้น เช่น การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน และเปิดให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ หรือ ‘Prosumer’ เพราะหากไทยมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายและกระจายตัว เมื่อเกิดวิกฤตในจุดใดจุดหนึ่ง ระบบโดยรวมก็ยังสามารถเดินต่อได้
“มันคือการตัดสินใจทางการเมือง มันต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการตัดสินใจว่าประเทศไทยจะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มาจากมุมไหนของโลก ไม่ว่าเราจะซื้อมาจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ
“คือโลกมันไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ทุกจุดสามารถเป็นคอขวดได้ตลอดเวลา เราก็ต้องกลับมาพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ธาราทิ้งท้าย
แหล่งข่าว: thestandard.co



