เปิดเบื้องลึกปริศนา ‘น้ำมันที่หายไป’ มีใครได้-เสียประโยชน์ thestandard.co
ท่ามกลางกระแสความสงสัยของสังคมและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะออกมายืนยันว่าโรงกลั่นในประเทศยังคงเดินหน้าผลิตเต็มกำลัง 100% แต่คำถามที่ยังคงค้างคาใจคนไทยคือ ‘แล้วน้ำมันหายไปไหน’ แล้วมีใครได้-ใครเสียประโยชน์จากเหตุการณ์นี้
โดยแหล่งข่าวระดับสูงในธุรกิจพลังงานให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เจาะเบื้องลึกของโครงสร้างตลาดน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้
ในประเด็นกระแสข่าวที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีการจำกัดหรือตัดโควตาการส่งน้ำมันให้ดีลเลอร์รายวันลงถึง 40-50% นั้น ผู้บริหารระบุว่า โดยปกติแล้ว OR จะจัดส่งน้ำมันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา ที่ทำร่วมกับดีลเลอร์ แต่หากดีลเลอร์มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ในส่วนการจำกัดลดโควตาการส่งน้ำมันให้ดีลเลอร์ มีความเป็นไปได้หากเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่โรงกลั่นจะเป็น ‘ผู้กักตุน’ น้ำมันไว้เอง แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้”
โดยให้เหตุผลว่า ในกระบวนการทำงานปกติ โรงกลั่นไม่ต้องการเก็บสต็อกน้ำมันไว้ เพราะประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันรวมกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ใช้จริงในประเทศไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว และต้องมีการส่งออกบางส่วน ดังนั้นส่วนโรงกลั่นจึงต้องระบายน้ำมันออกสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ซึ่งส่วนหนึ่งโรงกลั่นต้องระบายน้ำมัน เพื่อให้คลังน้ำมันสามารถรองรับน้ำมันใหม่ที่จะกลั่นออกมา
นอกจากนี้ โรงกลั่นยังไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายด้านภาษีหรือกองทุนน้ำมัน เนื่องจากราคาที่โรงกลั่นขายออกไปคือราคาหน้าโรงกลั่น เป็นราคาก่อนรวมภาษี
ในส่วนของ OR เอง แหล่งข่าวมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่สุดที่จะทำการกักตุน เนื่องจาก OR เป็นบริษัทมหาชนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ จึงไม่มีเหตุผลจูงใจที่จะกระทำผิดกฎหมาย
ชี้เป้า ‘จ็อบเบอร์ – ผู้มีคลังเก็บขนาดใหญ่’ รับส้มหล่นฟันกำไร
หากโรงกลั่นและ OR ไม่ใช่ผู้กักตุน แล้วน้ำมันหายไปไหน แหล่งข่าว ให้เห็นถึงช่องโหว่ระหว่างทาง โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือที่เรียกกันว่า จ็อบเบอร์ (Jobber) รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่
“ใครที่ได้น้ำมันไปในช่วงนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถกักเก็บสต็อกไว้ได้ ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะเมื่อถึงวันที่รัฐบาลประกาศปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมัน เช่น 33 บาทต่อลิตร ผู้ที่กักตุนไว้จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาอย่างมหาศาลทันที” แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนี้ ในแวดวงพลังงานยังมีการตั้งข้อสังเกต และพูดคุยกันถึงประเด็นที่อาจมีเจ้าของเครือข่ายน้ำมันรายใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงทางการเมือง อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะจ็อบเบอร์รายใหญ่หรือไม่ ซึ่งอาจทราบข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับจังหวะเวลาในการปรับขึ้นราคาน้ำมัน จึงทำให้เกิดการกักตุนเพื่อรอทำกำไรด้วยหรือไม่
กลุ่มทุนเอทานอล-ไบโอดีเซล อีกหนึ่งผู้รับผลประโยชน์
ไม่เพียงแต่จ็อบเบอร์เท่านั้น แหล่งข่าวยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมว่า กลุ่มธุรกิจเอทานอลรายใหญ่ในไทย ซึ่งมีคลังจัดเก็บขนาดใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้ หลังจากที่กระทรวงประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น ส่งผลให้มีดีมานด์การใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
‘จ็อบเบอร์’ รายใหญ่กักตุนเก็งกำไร ต้นตอปั๊มขาดแคลนหรือไม่?
สถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานและวิกฤตน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์พิเศษผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดีลเลอร์สถานีบริการประเภท DODO (Dealer Own Dealer Operate) รายใหญ่แห่งหนึ่งภายใต้แบรนด์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถึงเบื้องหลังของสถานการณ์ ‘น้ำมันหายไปไหน’
ล่าสุดวานนี้ (19 มีนาคม) ผู้บริหารระดับสูงเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา หน่วยงานปกครองในพื้นที่ได้เรียกขอข้อมูลและตรวจสอบยอดการรับเข้าน้ำมันจากผู้ประกอบการสถานีบริการแล้ว โดยเป็นการขอข้อมูลยอดรับน้ำมันและยอดขายออกตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางสถานีบริการได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยนำส่งข้อมูลจากระบบวัดปริมาณน้ำมันอัตโนมัติที่มีการบันทึกไว้ทุกครั้งที่มีการลงน้ำมันและขายออก เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความโปร่งใสว่าปริมาณน้ำมันที่รับเข้ามาและจ่ายออกไปนั้นสอดคล้องกัน และขายหมดแบบวันต่อวัน
ถอดรหัส ‘น้ำมันหายไปไหน?’ เมื่อ ‘จ็อบเบอร์’ กักตุนเก็งกำไร
สำหรับคำถามสำคัญที่ว่าปริมาณน้ำมันในตลาดหายไปไหน ผู้บริหารรายนี้วิเคราะห์ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากการผลิต แต่มาจาก กลุ่มผู้ค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ (Jobber) รายใหญ่ ที่มีศักยภาพและมีคลังจัดเก็บน้ำมันขนาดใหญ่เป็นของตนเอง
เมื่อจ็อบเบอร์ เหล่านี้เห็นแนวโน้มการปรับขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงเกิดการเก็งกำไรโดยคาดการณ์ว่าค่ายใหญ่ในประเทศอย่าง ปตท. และบางจาก จะต้องปรับราคาขึ้นตาม ส่งผลให้จ็อบเบอร์เลือกที่จะงดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ และกักตุนน้ำมันไว้ในคลังของตนเองเพื่อรอเทขายในราคาที่สูงขึ้น
“จ็อบเบอร์รายใหญ่บางรายมีอำนาจต่อรองสูงมากด้วย เพราะมี Volume การซื้อที่สูงถึง 5-6 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เก็บตุนน้ำมันที่ซื้อมาในราคาต่ำ และรอนำออกมาขายในช่วงราคาปรับขึ้น รวมถึงจ็อบเบอร์รายใหญ่ยังมีคอนเนกชันที่สามารถซื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้โดยตรง” แหล่งข่าวกล่าว
แม้ว่าโรงกลั่นจะพยายามปรับราคาขายให้จ็อบเบอร์แพงขึ้นเพื่อลดการใช้ผ่านคนกลางและผลักดันน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการโดยตรง แต่จ็อบเบอร์ก็ยังยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ เพราะสามารถนำไปขายต่อในราคาที่แพงกว่าได้อยู่ดี
นอกจากนี้ อุปสงค์ (Demand) หน้าสถานีบริการยังพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 2-5 เท่าตัว สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มรถบรรทุกขนส่ง ซึ่งปกติเคยวางแผนซื้อน้ำมันใช้เองในราคาที่ถูกกว่า หันมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการแทนเพราะต้นทุนเปลี่ยนไป ทำให้โควตาน้ำมันที่ปั๊มเคยได้รับและขายตามปกติ ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งทะยานขึ้น
เปิดโปงขบวนการผสมน้ำมันปั๊มอิสระ
แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณภาพน้ำมันในตลาดอิสระว่า จ็อบเบอร์มักจะนำเสนอน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าหน้าปั๊ม ปตท. ให้กับปั๊มอิสระทั่วไป ซึ่งทำให้ปั๊มได้กำไรเพิ่มขึ้น แต่น้ำมันเหล่านั้นมักเกิดจากการนำน้ำมันจากหลายแหล่งมาผสม หรือยำรวมกัน แล้วนำออกมาขาย ซึ่งเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคเพราะไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน
หนักไปกว่านั้น ปั๊มอิสระบางแห่งรับน้ำมันคุณภาพต่ำมา แล้วใช้วิธีนำหัวเชื้อดีเซลแบบกระป๋องมาเทผสมลงในแทงก์น้ำมันใต้ดิน แล้วกวนให้เข้ากัน ก่อนนำขึ้นมาขาย ซึ่งปัญหานี้มักเกิดกับกลุ่มปั๊มเก่า หรือกลุ่มที่มีอิทธิพล
อย่างไรก็ตาม สำหรับดีลเลอร์ของ OR นั้น มีกฎเหล็กที่ห้ามสถานีบริการไปรับซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นภายนอกโดยเด็ดขาด ระบบของ OR สามารถตรวจสอบยอดซื้อและยอดขายได้ตลอดเวลาว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ ทำให้ปั๊มของแหล่งข่าวไม่มีปัญหาเรื่องการปลอมปนน้ำมัน และรักษามาตรฐานของแบรนด์ไว้ได้
OR ยังสั่งคุมเข้มลดโควตาส่งน้ำมันให้ดีลเลอร์
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการกักตุน หลังเกิดวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ป้องกันปัญหาน้ำมันรั่วไหลออกนอกระบบไปสู่การกักตุนเพื่อเก็งกำไร OR ยังคงมาตรการควบคุมดีลเลอร์ดังนี้
1. จำกัดควบคุมโควต้าการจัดส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด ตัวอย่าง เช่น เคยวันละ 2-3 คันรถ หรือสูงสุดถึง 5 คัน คันละประมาณ 41,000 ลิตร ปัจจุบันโควต้าถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1-2 คันต่อวัน หรือบางวันอาจได้เพียง 1 คัน
2. เดิมเคยสั่งน้ำมันผ่านระบบ e-Order ได้ตามปกติ ปัจจุบันหลังมีวิกฤตระบบส่วนกลางของ OR ต้องยกเลิกออร์เดอร์อัตโนมัติทั้งหมด แล้วให้ผู้จัดการเขตพื้นที่การขายเป็นคนจัดสรรโควต้า (Manual) เพื่อแบ่งปันน้ำมันให้แต่ละปั๊มแบบวันต่อวัน
ดังนั้นในสภาวะที่การสั่งซื้อน้ำมันยังได้รับยังคงถูกจำกัด โควต้าไม่สอดคล้องกับความต้องการ ทางสถานีบริการจึงต้องงัดมาตรการฉุกเฉินมาใช้เพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงที่สุด จึงใช้มาตรการดังนี้
1. จำกัดการเติมน้ำมันของรถอยู่ที่ 1,000 บาทต่อคัน หรือประมาณ 30 ลิตร
2. สั่งห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนโดยเด็ดขาด แม้จะถูกลูกค้าต่อว่าก็ตาม เพื่อป้องกันการวนรถกลับมาเติมซ้ำหรือนำไปกักตุนเก็งกำไรต่อ และเพื่อให้ผู้ที่นำรถยนต์มาเติมสามารถขับใช้งานต่อไปได้จริงๆ
รับปม ‘จ็อบเบอร์’ เหตุทำน้ำมันแพง เร่งตัดวงจร แก้ปัญหา
วานนี้ (19 มี.ค.) THE STANDARD WEALTH ลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันขนาดใหญ่ จ.ปทุมธานี ของ ‘OR’ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ มีการบริหารจัดการน้ำมันเพื่อกระจาย ประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมันจาก 200 คัน เป็น 400 คัน และปัจจุบันยังจ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 20% เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการหรือดีมานด์ที่สูงกว่าปกติ
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยอมรับว่า สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น 1.ข้อจำกัดด้านการขนส่ง 2.ความตื่นตระหนกของประชาชน 3.จ็อบเบอร์ที่ตั้งราคาขายเกินสมควร
ทั้งนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันในบางพื้นที่ที่มีการจำหน่ายสูงจนเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยอ้างว่าไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ขอยืนยันว่า น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศจะได้รับการชดเชยตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด
“น้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศเมื่อใด ก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้เร่งตรวจสอบและประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษผู้ค้าที่มีการตั้งราคาจำหน่ายเกินควรแล้ว” อรรถพล กล่าว
ดังนั้น กรณีการจำหน่ายน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่แตกต่างจากหน้าปั๊ม เนื่องจากมีต้นทุนด้านการขนส่ง ภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบความเหมาะสมของราคา
อรรถพล มองว่า เพดานราคาน้ำมันไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร และดำเนินการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป โดยการปรับขึ้นล่าสุดอยู่ที่ 50 สตางค์ ซึ่งถือเป็นระดับรับได้ปกติในภาวะทั่วไป ซึ่งหากเทียบกับเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน
‘โออาร์’ ชี้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ
THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ กาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ปกติคลังน้ำมันลำลูกการับน้ำมันจากโรงกลั่นผ่านทางท่อแทปไลน์
โดยมีถังเก็บน้ำมันทั้งหมด 15 ใบ ความจุรวม 113 ล้านลิตร ซึ่งแต่ละวันจะมียอดจ่ายน้ำมันอยู่ที่ 4 ล้านลิตรโดยมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามารับน้ำมันเพื่อส่งไปยังปั๊มน้ำมันราว 200 คันต่อวัน
“แต่ในช่วงแรกที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ทำให้ความต้องการน้ำมันที่คลังลำลูกกาเพิ่มขึ้นเท่าตัวอยู่ที่ 7-8 ล้านลิตรต่อวัน และมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามารับน้ำมันที่คลังลำลูกกาเพิ่มเป็น 400 คันต่อวันเพื่อเร่งส่งน้ำมันผ่านสถานีบริการ 200 แห่ง ในพื้นที่ 23 จังหวัด”
ลดการผลิตน้ำมันอากาศยาน (Jet A-1) ลง หันมาผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่ม
ทั้งนี้ คลังลำลูกกามี Bay จ่ายน้ำมันทั้ง 8 Bay สามารถจ่ายน้ำมันได้สูงสุดถึง 12.8 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะนี้ คลังน้ำมันลำลูกกาเปิดให้บริการจ่ายน้ำมันให้รถขนส่งน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง
“น้ำมันเข้ามาคลังเท่าไรก็จ่ายให้รถขนส่งน้ำมันทั้งหมด ซึ่งคลังมีระบบตรวจสอบได้ ขณะที่รถขนส่งน้ำมันก็มีระบบตรวจเช็กว่ารถวิ่งออกนอกเส้นทางหรือจอดรถนอกจุดจอดที่ระบุได้ เพื่อป้องกันการลักลอบขนน้ำมัน” กาญจนี กล่าว
กาญจนี ยอมรับว่า วันนี้ดีมานด์มันสูงกว่าปกติ ได้เพิ่มทั้งเที่ยวรถเป็นเท่าตัว และยังขอให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มจำนวนน้ำมันอีก 50-70% จากคำสั่งเดิม โดยแต่ละวันสามารถจ่ายน้ำมันออกไปได้ 7-8 ล้านลิตร จากเดิมอยู่ที่ 4 ล้านลิตร ซึ่งแต่ละเที่ยวจะใช้เวลา 9-10 วัน ซึ่งเมื่อดีมานด์น้ำมันพุ่งซัพพลายก็ไม่พอไม่ทัน ไม่ได้เกิดจากการกักตุน ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ เมื่อความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ทาง OR ได้สั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นต่างๆเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ได้น้ำมันเพิ่มบ้าง ปัจจุบัน OR มีการจ่ายน้ำมันให้ปั๊มน้ำมันสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 20%
นอกจากนี้ OR ดำเนินการสั่งซื้อน้ำมันเบนซิน 50 ล้านลิตรจากต่างประเทศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คาดว่าจะจัดส่งมาถึงไทยในปลายเดือนนี้
กาญจนี เผยอีกว่า แผนการเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซล OR จะซื้อจากโรงกลั่นในประเทศที่มีแผนจะลดการผลิตน้ำมันอากาศ (Jet A-1) ลง แล้วหันมาผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ซึ่งคลังน้ำมันของ OR มีทั่วประเทศ ความจุรวม 1,200 ล้านลิตร และคลังเช่าอีก 300 ล้านลิตรรวม 1,500 ล้านลิตร
อธิบดีกรมศุลกากร ยันระงับส่งออกน้ำมันแล้วตามคำสั่งนายกฯ
จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจาก พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันทางเรือของกระทรวงพลังงาน ว่ายังคงมีการส่งออกอยู่หรือไม่ในขณะที่มีคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันจากนายกรัฐมนตรี ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมานั้น
พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ยืนยันว่า กรมศุลกากรได้กำชับให้ทุกด่านปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนของการส่งออกไปยังประเทศกัมพูชานั้น ปัจจุบันไม่มีการส่งออกเนื่องจากพรมแดนปิดทำการ
สำหรับการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา ยังคงดำเนินการตามปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา พบว่าปริมาณการส่งออกไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด ทางกรมฯ มีการติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด หากพบปริมาณที่กระโดดผิดปกติก็จะรีบดำเนินการรายงานทันที
อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายเพิ่มเติมถึงความจำเป็นในการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่า ประเทศอย่างเมียนมาและ สปป.ลาว ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง จึงต้องพึ่งพาการซื้อน้ำมันจากประเทศไทยโดยตรง ซึ่งหากไทยหยุดส่งออกก็จะส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันดีเซลในฝั่งเมียนมาพุ่งสูงถึงลิตรละ 200 บาทแล้ว
นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ยังมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางพลังงานของไทยด้วย เนื่องจากไทยมีโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใน สปป.ลาว ซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมาป้อนความต้องการในประเทศไทย หากไม่มีน้ำมันส่งไปให้ ย่อมส่งผลกระทบกลับมาที่ไทยเช่นกัน
สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการส่งออกทางเรือนั้น พันธ์ทอง ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันการส่งออกทางเรือถูกสั่งห้ามออกทั้งหมดแล้ว จะมีเพียงการนำเข้าเท่านั้น ส่วนการขนส่งผ่านชายแดนยังคงดำเนินไปในรูปแบบรถบรรทุกเพื่อการค้าชายแดนตามข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตาม หากมีการส่งออกทางเรือเกิดขึ้น ถือเป็นการส่งออกภายใต้ ‘ข้อยกเว้น’ ตามประกาศที่อนุญาตให้ส่งออกได้ เช่น น้ำมันที่ออกจากเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือน้ำมันที่นำเข้ามาเพื่อการส่งออก (Re-export) ซึ่งน้ำมันกลุ่มนี้จะมีการเติมสารมาร์กเกอร์ (Marker) ไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ในประเทศได้อีก
ย้ำไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันดิบ นำเข้าทุกวัน
ในประเด็นความกังวลว่าประเทศจะขาดแคลนน้ำมัน พันธ์ทอง ยืนยันจากการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่า ประเทศไทยยังคงมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาทุกวัน ไม่ได้ขาดหายไปแต่อย่างใด
แม้ในความเป็นจริงปริมาณการนำเข้าอาจลดลงบ้าง เนื่องจากน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 50% ไม่สามารถขนส่งมาได้ แต่ก็ยังคงมี
แหล่งข่าว: thestandard.co


